ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับดนตรี

ดนตรีเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่มนุษย์ได้สร้างสรรค์ปรุงแต่งขึ้น และได้เป็นเพื่อนทางจิตใจของมนุษย์มาช้านานแล้วคำถามที่ว่าศิลปะแขนงนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อใด ไม่มีผู้ใดสามารถให้คำตอบได้ แต่ว่าอาศัยหลักฐานและข้ออิงทางมานุษยวิทยา(anthropology) แล้วก็จะกล่าวได้ว่า ดนตรีเริ่มมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์นานนักหนาแล้ว มีหลักฐานว่าอารยธรรมของดนตรีในซีกโลกตะวันออกนั้น เกิดขึ้นมาก่อนดนตรีในซีกโลกตะวันตก ประมาณ 2,000 ปี สิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดนตรีขึ้นครั้งแรกคือ "ความหวาดกลัว" ปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ ไม่ว่าการเกิดกลางวันหรือกลางคืน การผลัดเปลี่ยนของฤดูกาล ฟ้าแลบฟ้าร้อง ฝนตก น้ำท่วม แผ่นดินไหว ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่สร้างความประหวั่นพรันพรึงและความกังวลใจให้แก่มนุษย์ในยุคนั้นเป็นอันมาก พวกเขามีความเข้าใจว่า ปรากฏการณ์ต่างๆเหล่านี้มีทั้งพระเจ้าที่ดีและร้ายอยู่ในตัว ไม่เพียงแต่เท่านี้มนุษย์ยังมีความเชื่อว่าความงอกงามของพืชพันธุ์ธัญชาติ การพ้นภยันตรายจากสัตว์ร้าย การฟื้นหายจากโรคภัยไข้เจ็บ ฯลฯ ก็ล้วนเป็นความกรุณาปรานีที่ได้รับจากพระเจ้าทั้งสิ้น ฉะนั้น การที่จะเอาใจและตอบแทนบุญคุณพระเจ้าต่างๆก็จะทำได้โดยการบวงสรวง การเต้น การร้อง และการแสดงสิ่งที่เขาปรารถนาจะให้เกิดขึ้น

สิ่งที่ทำให้เกิดดนตรีขึ้นอีกอย่างหนึ่งก็คือ "ความสบายอกสบายใจ" นักปราชญ์ได้สันนิษฐานว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่ออกไปล่าสัตว์ ขณะทีเรารอดักสัตว์อย่างสบายอารมณ์อยู่นั้น เขขาอาจจะเอาคันธนูหรือหน้าไม้มาลองดีดสายดู เมื่อเขาสามารถดีดให้เกิดเสียงสูงต่ำบ้าง เขาก็เกิดความพอใจ และคันธนูก็ได้เป็นต้นกำเนิดของพิณขึ้นในเวลาต่อมา ส่วนปี่และขลุ่ยเกิดขึ้นมาอย่างไรนั้น นักปราชญ์ก็ได้สันนิษฐานว่าพวกเด็กเลี้ยงแกะ เด็กเลี้ยงวัว เมื่อนำฝูงสัตว์ของตนออกไปเลี้ยงตามท้องทุ่งก็อาจเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายแลกงอยเหงา การที่จะแก้อาการเหล่านี้ เขาอาจจะไปตัดปล้องไม้หรือเก็บเอากระดูกสัตว์มาถือจับเล่นก่อน เผอิญปล้องไม้หรือกระดูกสัตว์นั้นเกิดมีรู และเผอิญอีกเช่นกันที่เขาเอามันมาลองเป่าดู ครั้นเกิดเป็นเสียงเขาก็คงจะทึ่งจะกับมันมาก และพยายามปรับปรุงสิ่งเหล่านั้นจนกลายเป็นเพื่อนแก้เหงาได้ สำหรับกลองนั้น นักปราชญ์ให้ความเห็นว่า มนุษย์ในยุคนั้นคงลองเอาขนสัตว์ขึงบนหินที่กลวงหรือไม่ก็บนต้นไม้กลวง เมื่อเอาลองมือและไม้ตีบนหนังที่ขึงตึงนั้นก็จะเกิดเสียงดังขึ้น และนี่คือต้นกำเนิดกลองใบแรกของโลก ท่านทั้งหลายคงจะเคยเห็นรูปร่างและเคยฟังเสียงของเครื่องดนตรีบางชนิดของวงดุริยางค์ในปัจจุบันมาแล้ว เป็นต้นว่า พิณฮาร์พ ขลุ่ยฟลูท กลองทิมปานี เครื่องดนตรีเหล่านี้ได้มีวิวัฒนาการเป็นขั้นๆ ต่อเนื่องกันมานานนักหนาแล้วจากสิ่งที่คนในยุค ก่อนประวัติศาสตร์ได้ก่อกำเนิดมันขึ้นตามที่ได้กล่าวมาแล้ว
เพลงศาสนาหรือดนตรีทางศาสนานี้เองที่มีส่วนสำคัญ ทำให้ศาสนารุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคริสต์ศาสนา ประจักษ์พยานที่ทำให้เรานึกถึงเรื่องนี้ได้อย่างถ่องแท้คือ วิวัฒนาการของดนตรีคริสต์ศาสนาตั้งแต่มัธยมสมัยของยุโรปมาจนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งนับเป็นช่วงเวลานานร่วม 7 ศตวรรษ อนึ่งคำว่า "ดนตรีศาสนา" นี้ตรงกับคำในภาษาอังกฤษที่ว่า church music หรือ sacred music คำในภาษาอังกฤษทั้งสองนี้ได้ใช้กันมาอย่างกว้างขวางทัดเทียมกัน
ดังได้กล่าวแล้วว่า Sacred music คือ ดนตรีศาสนา ที่ตรงกันข้ามกับคำนี้คือ secular music คำว่า secular music ก็คือดนตรีที่ให้ความรื่นเริงทางโลกหรือให้ความบันเทิงใจกับปุถุชน ถ้าจะพูดให้เข้าใจอย่างง่าย ๆ ก็จะพูดว่า secred music คือ "ดนตรีวัด" และ secular music คือ "ดนตรีบ้าน" ทั้งนี้เพราะ secred music มักขับร้องแลบรรเลงกันในวัด ส่วน secular music ส่วนมากจะปฏิบัติและฟังกันตามบ้าน ซึ่งนับตั้งแต่พระราชวังลงไปจนถึงทับของคนยากคนจน
ในขณะที่ดนตรีศาสนากำลังเจริญเฟื่องฟูอยู่นั้น ดนตรีที่ให้ความรุ่งเรืองเฟื่องฟูอยู่นั้น ดนตรีที่ให้ความรื่นเริงบันเทิงใจก็ได้ก้าวรุดหน้าไปไม่น้อย ผู้คนได้นำเอาดนตรีมาใช้ในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น เช่น ใช้ประกอบการงานที่ใช้อยู่ทั้งในบ้านและนอกบ้าน เพลงประเภทนี้เรียกว่า "เพลงขับร้องระหว่างการทำงาน" (work song) ซึ่งได้แก่ เพลงเกี่ยวข้าว เพลงเก็บฝักข้าวโพด เพลงปั่นฝ้าย เพลงคนตัดต้นไม้ เป็นต้น
เพลงที่ให้ความรื่นเริงบันเทิงใจแก่คนทั่ว ๆ ไปนอกจากเพลงขับร้องระหว่างการทำงานแล้ว ก็ยังมีเพลงประกอบการเล่น เพลงประกอบระบำ เพลงรัก เพลงกล่อมเด็ก เพลงเทศกาลและเพลงอื่น ๆ อีกมากมาย

วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับดนตรีไทย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลดุลลยเดชมหาราชทรงพระปรีชาสามารถในด้านดนตรีสากลทั้งภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติ ได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงไทยสากล และเพลงสากลไว้ถึง 48 เพลง ทางด้านดนตรีไทยนั้นพระองค์ท่านทรงสนพระราชหฤทัยทั้งภาคทฤษฏีและปฏิบัติเช่นกัน เคยทรงปี่ และทรงระนาดเอก ครูเทียบ คงลายทอง ดุริยางคศิลปินของกรมศิลปากร ได้ทูลเกล้าฯถวาย ปี่ใน ที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง ณ.พระราชวังไกลกังวลหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2517
ทางด้านทฤษฏีเกี่ยวกับดนตรีไทยนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระราชหฤทัยมาก เวลาที่ นายมนตรี ตราโมท แต่งแพลงใหม่ๆขึ้นมา ก็จะนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายให้ทรงตรวจ เรื่องนี้นายมนตรีกล่าวว่า " เวลาที่มีเพลงแต่งใหม่ ท่านก็รับสั่งถามว่าเป็นเพลงจังหวะอะไร อย่างเพลงที่ฉันแต่ง พอเสร็จแล้วก็ทูลเกล้าฯถวายให้ท่าน ตรวจ ท่านไม่รับสั่งว่าอะไร เพียงแต่หากทรงสงสัยตรงนั้นตรงนี้ก็รับสั่งถาม อย่างเช่นขึ้นต้นเพลงนี้เที่ยวหลังมากกว่าเที่ยวแรก คือเวลาขึ้นต้นทำนองข้างหน้าขาดอยู่ แม้แต่เพลงของพระองค์ท่านเอง ก็เป็นลักษณะอย่างนี้ เพราะเสียงเพลงตอนท้ายของท่านยาวความจริงทำนองตอนท้ายนี้อยู่ในตอนขึ้นต้น เพราะอย่างนั้นเวลาขึ้นต้น ก็ต้องเพิ่มทำนองตรงนี้ให้เต็มจังหวะ ท่านก็เคยรับสั่งถามว่า ทำไมต้องเพิ่มข้างต้นอีก เรื่องแบบนี้พอกราบบังคมทูล พระองค์ท่านก็ทรงเข้าพระทัย" เรื่องระดับเสียงของดนตรีไทย ประเภทต่างๆ ทรงมีพระราชประสงค์จะให้ปรับเสียงเครื่องปี่พาทย์และวงดนตรีไทยทั่วประเทศให้มีระดับเสียงเท่ากันทุกวงโดยเฉพาะมาตราเสียงของดนตรีไทย "รับสั่งมอบหมายให้คณะวิศวกรรมศาสตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วัดความสั่นสะเทีอนของเสียงเครื่องดนตรีไทย แต่ละอย่างไว้ แต่เป็นการเริ่มต้นเท่านั่น" ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้กรมศิลปากรจัดพิมพ์หนังสือโน๊ตเพลงไทยเล่ม 1 เมื่อ พ.ศ.2504 โดยที่พระองค์พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ ให้เป็นทุนจัดพิมพ์ในครั้งนี้ด้วย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ศิลปินโขน ละคร ของกรมศิลปากร รำเพลงหน้าพาทย์ แล้วให้เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังบันทึก ท่ารำเพลงหน้าพาทย์ด้วยการถ่ายภาพยนต์เก็บไว้เป็นหลักฐาน เพลงหน้าพาทย์ต่างๆมีทั้งเพลงหน้าพาทย์ธรรมดา จนถึงเพลงหน้า พาทย์ชั้นสูงสุด คือเพลงองค์พระพิราพ ซึ่งศิลปินโขนสมัยรัชกาลที่6 คือนายรงภักดี (เจียร จารุจารณ)ร่ายรำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ ให้ช่างภาพยนต์ส่วนพระองค์บันทึกภาพยนต์ ณ.บริเวณโรงละคร พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิตเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2504

ต่อมาในปีพ.ศ. 2506 ทรงมีพระบรมราชโองการให้ประกอบพิธีครอบและต่อหน้าพาทย์ เพลงองค์พระพิราพซึ่งเป็น เพลงหน้าพาทย์สูงสุดในวิชาดนตรี และนาฏศิลป์ไทย ณ.บริเวณโรงละคร พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2506 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ นายรงภักดี(เจียร จารุจารณ)เป็นผู้รำเพลงหน้าพาทย์องค์พระ พิราพต่อท่ารำให้นาฏศิลปินโขนของกรมศิลปกกร 4 คนคือ นายอาคม สายาคม นายอร่าม อินทรนัฎ นายหยัด ช้างทอง นายยอแสง ภักดีเทวา ต่อมา นายอาคม นายอร่าม นายยอแสง ได้ถึงแก่กรรมลง คงเหลือแต่ นายหยัด ช้างทอง ซึ่งชราภาพไม่สามารถร่ายรำได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้กรมศิลปากร ทำการคัดเลือกศิลปินที่มีความสามารถฝ่ายพระ 5 คนคือ นายธีรยุทธ ยวงศรี นายธงไชย โพธยารมย์ นายทองสุข ทองหลิม นายอุดม อังศุธร และนายสมบัติ แก้วสุจริต และศิลปินโขนฝ่ายยักษ์ 7 คนคือนายราฆพ โพธิเวส นายไชยยศ คุ้มมณี นายจตุพร รัตนวราหะ นายจุมพล โชติทัตต์ นายสุดจิตต์ พันธ์สังข์ นายสมศักดิ์ ทัตติ และนายศิริพันธ์ อัฏฏะวัชระ รวมทั้งสิ้น 12 คน เข้ารับพระราชทานครอบประธานพิธีใหว้ครูโขนละคร และการต่อกระบวนรำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ ณ.ศาลาดุสิตดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในวันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2527 นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าฯล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้ ต่อวงการดนตรีไทย และนาฏศิลปไทยทุกหมู่เหล่า
หลวงวิจิตรวาทการ
หลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีกรมศิลปากรคนแรก เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งโรงเรียนนาฎดุริยาคศาสตร ซึ่งชื่อนี้ได้เปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ เป็นโรงเรียนศิลปากรบ้าง โรงเรียนนาฎศิลป์บ้าง ปัจจุบันชื่อวิทยาลัยนาฎศิลป์ มีระดับสูงต่อถึงระดับปริญญา ท่านได้สร้างแบบสถาบันให้คนทุกระดับมีโอกาสศึกษาเท่าเทียมกัน และเป็นการปฏิวัติอาชีพ "เต้นกินรำกิน" ซึ่งถูกดูหมิ่นดูแคลนว่าเป็นอาชีพชั้นต่ำ ได้ถูกยกย่องเชิดชูให้สูงขึ้น เวลานี้ งาน"เต้นกินรำกิน" เป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมจากประชาชนซึ่งเห็นว่า เป็นผู้นำความสุขความสบายใจมาสู่ประชาชน สมดังพระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ 6 ว่า
ศิลปกรรมนำใจให้สร่างโศก

ช่วยบรรเทาทุกข์ในโลกให้เหือดหาย

จำเริญตาพาใจให้สบาย

อีกร่างกายก็จะพลอยสุขสำราญ

แม้ผู้ใดไม่นิยมชมสิ่งงาม

เมื่อถึงเศร้าอุราน่าสงสาร

เพราะขาดเครื่องระงับดับรำคาญ

โอสถจะสมานซึ่งดวงใจ

(พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 6)

ไม่มีความคิดเห็น:



ประโยชน์ของดนตรีต่อสังคมมนุษย์

1. ด้านการศึกษา นำเสียงดนตรีมาใช้ประกอบในการสอนแบบสร้างสรรค์ทางศิลปะผลปรากฏว่าเสียงดนตรีสามารถส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์ เสริมสร้างความคิด จินตนาการ ช่วยกระตุ้นให้มีการแสดงออกในทางสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้มีความสัมพันธ์ระหว่างประสาทหู กล้ามเนื้อมือ ให้สอดคล้องกับการใช้ความคิด ทำให้หายเหนื่อย และผ่อนคลายความตึงเครียด

หลักการดังกล่าวนี้มีใช้มาตั้งแต่สมัยกรีก ในยุคเฮเลนิสติค(Hellinistic Period 440-330 B.C) ชนชาติกรีกได้พัฒนาหลักการของ อีธอส (Doctrine of ethos) ซึ่งเป็นความเชื่อในเรื่องของพลังแห่งสัจธรรมของดนตรี โดยกล่าวไว้ว่าพลังของดนตรีมีผลเกี่ยวเนื่องกับการแสดงออกถึงความชื่นชอบหรือความขัดแย้ง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ดนตรีเกี่ยวข้องกับความดีและความชั่วร้าย ในหนังสือ Poetics นั้น อริสโตเติล (Aristotle) ได้อธิบายว่าดนตรีมีอำนาจเหนือจิตใจมนุษย์ เขากล่าวว่าดนตรีเลียนแบบอารมณ์ต่าง ๆ ของมนุษย์ ฉะนั้นเมื่อมนุษย์ได้ยินดนตรีซึ่งเลียนแบบอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ก็จะเกิดมีความรู้สึกคล้อยตามไป ถ้าได้ยินดนตรีที่กระตุ้นอารมณ์ที่ทำให้จิตใจต่ำบ่อย ๆ เข้าก็ทำให้เขาพลอยมีจิตใจต่ำไปด้วย ตรงกันข้ามถ้ามีโอกาสได้ฟังดนตรีที่ช่วยยกระดับจิตใจ ก็จะทำให้ผู้นั้นเป็นคนที่มีจิตใจสูง ดังนั้น เปลโตและอริสโตเติล จึงมีความคิดเห็นตรงกันในข้อที่ว่าหลักสูตรการศึกษาควรประกอบด้วยวิชากีฬาและดนตรีที่ถูกต้อง เพื่อเป็นการฝึกทั้งร่างกายและจิตใจ เปลโต สอนว่า “การเรียนดนตรีอย่างเดียวทำให้อ่อนแอและเป็นคนมีปัญหา การเรียนกีฬาอย่างเดียวทำให้เป็นคนที่อารมณ์ก้าวร้าวและไม่ฉลาด” ยิ่งกว่านั้นเปลโตยังได้กำหนดไว้ว่า “ดนตรีที่เหมาะสมสำหรับการศึกษาไม่ควรมีลีลาที่ทำให้อารมณ์อ่อนไหว ควรใช้ทำนองที่มีลีลาดอเรียน(Dorian)และฟรีเจียน (Phrygian)”บันไดเสียงทั้งสองข้างต้นทำให้เกิดอารมณ์กล้าหาญและสุภาพเรียบร้อย เปลโตยังเคยกล่าวไว้ว่า “จะให้ใครเป็นผู้เขียนกฎหมายก็แล้วแต่ ขอให้ข้าพเจ้าได้เป็นผู้แต่งเพลงประจำชาติก็แล้วกัน”

2.ด้านการแพทย์

ใช้เสียงดนตรีกระตุ้นทารกในครรภ์มารดา ผลปรากฏว่าเด็กมีปฏิกิริยาตอบรับกับเสียงเพลง ทั้งทางพฤติกรรมและร่างกายที่ดี เสียงเพลงที่นุ่มนวลจะทำให้เด็กมีอาการสงบเงียบ ร่างกายเจริญเติบโตขึ้นและยังช่วยให้ระบบหายใจและระบบย่อยอาหารดีขึ้น
การนำเสียงดนตรีมาบำบัดรักษาผู้ป่วยปัญญาอ่อน โดยเฉพาะการใช้ดนตรีลดหรือบรรเทาความเจ็บปวดหลังการผ่าตัดของผู้ป่วยใน 48 ชั่วโมงแรก ผลปรากฏว่าช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลายภาวะทางอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ดังที่ผู้ใช้นามปากกาว่า คุณทองจีน บ้านแจ้ง เขียนไว้ในเรื่อง แกะสะเก็ดคลาสสิค ในหนังสือ ชาวกรุง ฉบับที่ 5 พ.ศ.2522 ว่า“หมอชาวกรีกโบราณท่านหนึ่งชื่อว่า แอสคลีปีอุส(Asclepius)ได้ใช้ดนตรีบรรเลงให้ผู้ป่วยหลังการผ่าตัดแล้วฟัง ปรากฏว่าช่วยทุเลาอาการเจ็บปวดได้ดี”


3. ด้านสังคม

มีการใช้จังหวะดนตรีมากำหนดควบคุมการทำงาน เพื่อให้เกิดความพร้อมเพรียง เช่นการพายเรือ จังหวะยก-ส่งของ เป็นต้น การใช้ดนตรีปลุกเร้าอารมณ์ให้เกิดความรัก ความสามัคคีในหมู่คณะ เช่นเพลงปลุกใจ เพลงเชียร์ เป็นต้น
ใช้เสียงดนตรีเพื่อสร้างบรรยากาศในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ให้ดูศักสิทธิ์ เคร่งขรึม น่าเชื่อถือ หรือสื่ออารมณ์ความรู้สึกที่ร่าเริง เบิกบาน สนุกสนาน ในงานเลี้ยงสังสรรค์ งานฉลองต่างๆ เป็นต้น นอกจากนั้นยังเป็นการสร้างงาน อาชีพ ให้กับบุคคลในสังคมอย่างมากมายทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น นักดนตรี นักร้อง ครูสอนดนตรี นักประพันธ์เพลง นักผลิตรายการคอนเสิร์ต นักดนตรีบำบัด ผู้อำนวยการเพลงหรือวาทยากรนักเขียนทางดนตรี นักประดิษฐ์เครื่องดนตรี และผู้ซ่อมหรือปรับเสียงเครื่องดนตรี เป็นต้น


4. ด้านจิตวิทยา

ใช้เสียงดนตรีปรับเปลี่ยนนิสัยก้าวร้าวของมนุษย์ รักษาโรคสมาธิสั้น โดยเฉพาะเด็กจะทำให้มีสมาธิยาวขึ้น อ่อนโยนขึ้น โดยใช้หลักทฤษฎีอีธอส (Ethos) ของดนตรี ซึ่งเชื่อว่าดนตรีมีอำนาจในการที่จะเปลี่ยนนิสัยของ มนุษย์ จนกระทั่งในบางกรณีสามารถรักษาโรคให้หายได้ ปัจจุบัน มีนักดนตรีบำบัดผู้ซึ่งมีความสามารถฟื้นฟูและบำบัดรักษาความเจ็บป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทำงานในด้านนี้

5. ด้านกีฬา

ใช้ดนตรีประกอบกิจกรรมกีฬา เช่น ยิมนาสติกกิจกรรมเข้าจังหวะ การเต้นแอโรบิค เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมต่างๆมากมาย ที่ใช้ดนตรีเป็นส่วนประกอบในการดำเนินการทั้งทางตรงและทางอ้อม อาจกล่าวได้ว่าดนตรีเป็นส่วนประกอบที่ขาดเสียมิได้ในกิจกรรมของสังคมมนุษย์

หัวใจ
myspace codes
Click here for Myspace glitter graphics and Myspace layouts