ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับดนตรี

ดนตรีเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่มนุษย์ได้สร้างสรรค์ปรุงแต่งขึ้น และได้เป็นเพื่อนทางจิตใจของมนุษย์มาช้านานแล้วคำถามที่ว่าศิลปะแขนงนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อใด ไม่มีผู้ใดสามารถให้คำตอบได้ แต่ว่าอาศัยหลักฐานและข้ออิงทางมานุษยวิทยา(anthropology) แล้วก็จะกล่าวได้ว่า ดนตรีเริ่มมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์นานนักหนาแล้ว มีหลักฐานว่าอารยธรรมของดนตรีในซีกโลกตะวันออกนั้น เกิดขึ้นมาก่อนดนตรีในซีกโลกตะวันตก ประมาณ 2,000 ปี สิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดนตรีขึ้นครั้งแรกคือ "ความหวาดกลัว" ปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ ไม่ว่าการเกิดกลางวันหรือกลางคืน การผลัดเปลี่ยนของฤดูกาล ฟ้าแลบฟ้าร้อง ฝนตก น้ำท่วม แผ่นดินไหว ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่สร้างความประหวั่นพรันพรึงและความกังวลใจให้แก่มนุษย์ในยุคนั้นเป็นอันมาก พวกเขามีความเข้าใจว่า ปรากฏการณ์ต่างๆเหล่านี้มีทั้งพระเจ้าที่ดีและร้ายอยู่ในตัว ไม่เพียงแต่เท่านี้มนุษย์ยังมีความเชื่อว่าความงอกงามของพืชพันธุ์ธัญชาติ การพ้นภยันตรายจากสัตว์ร้าย การฟื้นหายจากโรคภัยไข้เจ็บ ฯลฯ ก็ล้วนเป็นความกรุณาปรานีที่ได้รับจากพระเจ้าทั้งสิ้น ฉะนั้น การที่จะเอาใจและตอบแทนบุญคุณพระเจ้าต่างๆก็จะทำได้โดยการบวงสรวง การเต้น การร้อง และการแสดงสิ่งที่เขาปรารถนาจะให้เกิดขึ้น

สิ่งที่ทำให้เกิดดนตรีขึ้นอีกอย่างหนึ่งก็คือ "ความสบายอกสบายใจ" นักปราชญ์ได้สันนิษฐานว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่ออกไปล่าสัตว์ ขณะทีเรารอดักสัตว์อย่างสบายอารมณ์อยู่นั้น เขขาอาจจะเอาคันธนูหรือหน้าไม้มาลองดีดสายดู เมื่อเขาสามารถดีดให้เกิดเสียงสูงต่ำบ้าง เขาก็เกิดความพอใจ และคันธนูก็ได้เป็นต้นกำเนิดของพิณขึ้นในเวลาต่อมา ส่วนปี่และขลุ่ยเกิดขึ้นมาอย่างไรนั้น นักปราชญ์ก็ได้สันนิษฐานว่าพวกเด็กเลี้ยงแกะ เด็กเลี้ยงวัว เมื่อนำฝูงสัตว์ของตนออกไปเลี้ยงตามท้องทุ่งก็อาจเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายแลกงอยเหงา การที่จะแก้อาการเหล่านี้ เขาอาจจะไปตัดปล้องไม้หรือเก็บเอากระดูกสัตว์มาถือจับเล่นก่อน เผอิญปล้องไม้หรือกระดูกสัตว์นั้นเกิดมีรู และเผอิญอีกเช่นกันที่เขาเอามันมาลองเป่าดู ครั้นเกิดเป็นเสียงเขาก็คงจะทึ่งจะกับมันมาก และพยายามปรับปรุงสิ่งเหล่านั้นจนกลายเป็นเพื่อนแก้เหงาได้ สำหรับกลองนั้น นักปราชญ์ให้ความเห็นว่า มนุษย์ในยุคนั้นคงลองเอาขนสัตว์ขึงบนหินที่กลวงหรือไม่ก็บนต้นไม้กลวง เมื่อเอาลองมือและไม้ตีบนหนังที่ขึงตึงนั้นก็จะเกิดเสียงดังขึ้น และนี่คือต้นกำเนิดกลองใบแรกของโลก ท่านทั้งหลายคงจะเคยเห็นรูปร่างและเคยฟังเสียงของเครื่องดนตรีบางชนิดของวงดุริยางค์ในปัจจุบันมาแล้ว เป็นต้นว่า พิณฮาร์พ ขลุ่ยฟลูท กลองทิมปานี เครื่องดนตรีเหล่านี้ได้มีวิวัฒนาการเป็นขั้นๆ ต่อเนื่องกันมานานนักหนาแล้วจากสิ่งที่คนในยุค ก่อนประวัติศาสตร์ได้ก่อกำเนิดมันขึ้นตามที่ได้กล่าวมาแล้ว
เพลงศาสนาหรือดนตรีทางศาสนานี้เองที่มีส่วนสำคัญ ทำให้ศาสนารุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคริสต์ศาสนา ประจักษ์พยานที่ทำให้เรานึกถึงเรื่องนี้ได้อย่างถ่องแท้คือ วิวัฒนาการของดนตรีคริสต์ศาสนาตั้งแต่มัธยมสมัยของยุโรปมาจนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งนับเป็นช่วงเวลานานร่วม 7 ศตวรรษ อนึ่งคำว่า "ดนตรีศาสนา" นี้ตรงกับคำในภาษาอังกฤษที่ว่า church music หรือ sacred music คำในภาษาอังกฤษทั้งสองนี้ได้ใช้กันมาอย่างกว้างขวางทัดเทียมกัน
ดังได้กล่าวแล้วว่า Sacred music คือ ดนตรีศาสนา ที่ตรงกันข้ามกับคำนี้คือ secular music คำว่า secular music ก็คือดนตรีที่ให้ความรื่นเริงทางโลกหรือให้ความบันเทิงใจกับปุถุชน ถ้าจะพูดให้เข้าใจอย่างง่าย ๆ ก็จะพูดว่า secred music คือ "ดนตรีวัด" และ secular music คือ "ดนตรีบ้าน" ทั้งนี้เพราะ secred music มักขับร้องแลบรรเลงกันในวัด ส่วน secular music ส่วนมากจะปฏิบัติและฟังกันตามบ้าน ซึ่งนับตั้งแต่พระราชวังลงไปจนถึงทับของคนยากคนจน
ในขณะที่ดนตรีศาสนากำลังเจริญเฟื่องฟูอยู่นั้น ดนตรีที่ให้ความรุ่งเรืองเฟื่องฟูอยู่นั้น ดนตรีที่ให้ความรื่นเริงบันเทิงใจก็ได้ก้าวรุดหน้าไปไม่น้อย ผู้คนได้นำเอาดนตรีมาใช้ในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น เช่น ใช้ประกอบการงานที่ใช้อยู่ทั้งในบ้านและนอกบ้าน เพลงประเภทนี้เรียกว่า "เพลงขับร้องระหว่างการทำงาน" (work song) ซึ่งได้แก่ เพลงเกี่ยวข้าว เพลงเก็บฝักข้าวโพด เพลงปั่นฝ้าย เพลงคนตัดต้นไม้ เป็นต้น
เพลงที่ให้ความรื่นเริงบันเทิงใจแก่คนทั่ว ๆ ไปนอกจากเพลงขับร้องระหว่างการทำงานแล้ว ก็ยังมีเพลงประกอบการเล่น เพลงประกอบระบำ เพลงรัก เพลงกล่อมเด็ก เพลงเทศกาลและเพลงอื่น ๆ อีกมากมาย

วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2550



๕. ขลุ่ยอู้
ขลุ่ยอู้ เป็นขลุ่ยขนาดใหญ่ ระดับเสียงต่ำสุด ต่ำกว่าระดับเสียงต่ำสุดของขลุ่ยเพียงออ ลงไปอีก ๒ เสียง ใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์


๖. ปี่
ปี่ เป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่า ปกติ เลาปี่ ทำด้วยไม้แก่น ต่อมามีผู้คิดทำด้วยงา โดยกลึงให้เป็นรูปบานหัว และบานท้าย ช่วงกลางป่อง ภายในกลวง ทางหัวใส่ลิ้นเป็นช่องรูเล็ก ทางท้ายปากรูใหญ่ ใช้งา ชัน หรือวัสดุอย่างอื่นมาหล่อเสริมตอนหัว และตอนท้าย เรียกว่า "ทวน" ทางหัวเรียกว่า "ทวนบน" ทางท้ายเรียกว่า "ทวนล่าง" ช่วงที่ป่องกลาง เจาะรูนิ้วสำหรับเปลี่ยนเสียง เรียงลงมาตามข้างเลาปี่ จำนวน ๖ รู ที่รูเป่าตอนทวนบนใส่สิ้นสำหรับเป่าเรียกว่า ลิ้นปี่ ทำด้วยใบตาลซ้อน ๔ ชั้น ตัดกลมผูกติดกับท่อกลมเล็ก ๆ ที่เรียกว่า "กำพวด" ทำด้วยโลหะ มีลักษณะเรียว วิธีผูกเชือกให้ลิ้นใบตาลติดกับกำพวดเรียกว่า "ผูกตะกรุดเบ็ด"


๗. ปี่ไฉน
ปี่ไฉน เป็นปี่สองท่อน ถอดออกจากกันได้ ท่อนบนเรียงยาว ปลายผายออกเล็กน้อยเรียกว่า "เลาปี่" ท่อนล่างปลายบานเรียกว่า "ลำโพง" ทำด้วยไม้หรืองา ปี่ชนิดนี้เข้าใจว่าได้แบบอย่างมาจาก เครื่องดนตรีของอินเดีย ซึ่งเป็นเครื่องเป่าที่ทำด้วยไม้ ไทยใช้ปี่ชนิดนี้มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ปัจจุบันใช้ในขบวนแห่ คู่กับปี่ชวา จ่าปีใช้เป่านำกลองชนะในกระบวนพยุหยาตรา


การประสมวง
การประสมวงดนตรีไทยพอสรุปได้เป็นแบบใหญ่ ดังนี้
วงปี่พาทย์
วงปี่พาทย์ คำว่า "ปี่พาทย์" หมายถึงการประสมวงที่มีปี่ และเครื่องเคาะ (ตี) ร่วมด้วย สมัยสุโขทัยได้เริ่มมี "วงปี่พาทย์เครื่องห้า" ขึ้นมาก่อน โดยใช้เครื่องดนตรี 5 ชิ้น คือ ปี่ ตะโพน ฆ้อง กลอง ฉิ่ง ต่อมาได้มีวิวัฒนาการมาเป็นลำดับจนเจริญถึงขีดสุดในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โดยมีการเพิ่มระนาดเข้าไปในภายหลัง วงปี่พาทย์ในปัจจุบันแบ่งออกได้ 7 แบบ ตามการจัดกลุ่มเครื่องดนตรีดังนี้
ปี่พาทย์ชาตรี - ปี่นอก, ฆ้องคู่, โทนชาตรี, กลองชาตรี, ฉิ่ง, กรับ
ปี่พาทย์เครื่องห้า - ปี่ใน, ฆ้องวงใหญ่, ระนาด, ตะโพน, กลองทัด, ฉิ่ง
ปี่พาทย์เครื่องคู่ - ปีใน, ปี่นอก, ฆ้องวงใหญ่, ฆ้องวงเล็ก, ระนาดเอก, ระนาดทุ้ม,
ตะโพน, กลองทัด, ฉิ่ง ฉาบ กรับ โหม่ง
ปี่พาทย์เครื่องใหญ่ - ปีใน, ปี่นอก, ฆ้องวงใหญ่, ฆ้องวงเล็ก, ระนาดเอก, ระนาดทุ้ม,
ระนาดเหล็ก, ระนาดทุ้มเหล็ก,
ตะโพน, กลองทัด, ฉิ่ง ฉาบ กรับ โหม่ง
ปี่พาทย์นางหงส์ - ปี่ชวา, ฆ้องวงใหญ่, ฆ้องวงเล็ก, ระนาดเอก, ระนาดทุ้ม,
กลองมลายู, ฉิ่ง
ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ - ขลุ่ยเพียงออ, ขลุ่ยอู้, ฆ้องวงใหญ่, ฆ้องหุ่ย, ระนาดเอก,
ระนาดทุ้ม, ระนาดทุ้มเหล็ก, ซออู้, ตะโพน, กลองตะโพน,
กลองแขก, ฉิ่ง (กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ เป็นผู้คิดขึ้น)
ปี่พาทย์มอญ - ปี่มอญ, ฆ้องมอญ, ระนาด, เปิงมางคอก, ตะโพนมอญ, โหม่งมอญ,
ฉิ่ง ฉาบ (จัดเครื่องดนตรีตามแต่ว่าจะเป็นชุดเครื่องเล็ก, เครื่องใหญ่
หรือเครื่องคู่)
วงมโหรีวงมโหรี


ในสมัยอยุธยาวงมโหรีเกิดขึ้นมาจากการดัดแปลงวงขับไม้ในอดีต โดยนำพิณมาร่วมบรรเลงดัวย ซึ่งเดิมมีเครื่องดนตรีเพียง 2 ชิ้น แล้วเปลี่ยนคนขับลำนำมาเป็นคนร้อง และตีกรับพวง เปลี่ยนจากบัณเฑาะว์เป็นโทน พร้อมกับเพิ่มรำมะนา และขลุ่ยไปประสมร่วม

คนเรารู้จักแต่งเพลง และชอบฟังเพลงมานานแล้ว แม้แต่คนป่าเถื่อนก็ยังรู้จักทำเสียงต่าง ๆ ที่ตน คิดว่าไพเราะ บางทีก็ใช้แต่เสียงของตนเองทำเพลงร้อง บางทีก็นำเอาสิ่งที่มีอยู่รอบตัวมาทำให้เกิดเสียง สูงต่ำเป็นจังหวะหรือเป็นทำนอง เช่น เอาไม้สองอันมาเคาะกัน เอาใบไม้มาพับริมแล้วเป่า เป็นต้น เมื่อคนเจริญมากขึ้นมี ความสังเกตและเรียนรู้ เรื่องเสียงต่าง ๆ มากขึ้น ก็รู้จักประดิษฐ์เครื่องมือที่ทำให้เกิดเสียงต่าง ๆ และรู้จักนำเสียงมา เรียบเรียงเป็นทำนองโดยพิสดารยิ่งขึ้น

คนแต่ละชาติ แต่ละเผ่า มีความนิยมทางดนตรีแตกต่างกันไป เครื่องดนตรีแตกต่างกัน แม้ว่าลักษณะบางอย่าง จะคล้ายคลึงกัน เช่น หลายชาติจะมีเครื่องตี เช่น กลอง แต่กลองก็มีหลายอย่าง กลองไทย กลองแขก กลองฝรั่งแตกต่างกันอยู่ บ้างในเครื่องดนตรีประเภทกลอง ก็ยังมีกลองชนิดต่าง ๆ อีก เช่น กลองทัด ตะโพน เป็นต้น นอกจากเครื่องดนตรีของแต่ละชาติจะแตก ต่างกันแล้ว ทำนองเพลง จังหวะ และระดับเสียงสูงต่ำก็มีลักษณะแตกต่างกันไปประเพณีนิยมในการเล่น และการฟังดนตรีก็แตก ต่างกัน

ไทยเรามีดนตรีมาแต่โบราณ ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา เวลาทำบุญที่มีพระสงฆ์สวดมนต์เย็น ก่อน จะเริ่มงานก็มีปี่พาทย์โหมโรง และตีกลองดังตุ่ม ๆ ต้อม ๆ บอกให้รู้ว่างานเริ่มขึ้นแล้ว การบรรเลงดนตรีจะมีตลอด งานนั้นเวลามีการเทศน์ มหาชาติที่วัด ก็มีการบรรเลงเพลงประจำกัณฑ์เทศน์แต่ละกัณฑ์ในงานศพ มีการบรรเลงเพลงเป็นระยะ เรามีเพลงซึ่งจัดไว้สำหรับงานแต่ละอย่างแต่ละเวลา เช่น ก่อนพระสงฆ์สวดมนต์เย็น ในเวลาทำบุญใช้เพลงโหมโรงเย็น เมื่อพระสงฆ์มาครบแล้ว ปี่พาทย์ก็บรรเลงเพลงช้า ครั้นพระสงฆ์สวดมนต์จบ ปี่พาทย์ก็บรรเลงเพลงกราวใน และเพลงเชิด เช่น นี้เป็นต้น

เครื่องดนตรีของไทยเรา มีเครื่องสำหรับ ดีด สี ตี เป่าครบครัน เครื่องดีด ได้แก่ กระจับปี จะเข้ ซึ่งทำให้ เกิดเสียงโดยใช้ไม้ดีด ดีดกับสายเสียงของเครื่อง เครื่องสี ซึ่งมีสายและต้องใช้เส้นหางม้าหลาย ๆ เส้น สีไปบนสาย เครื่องสี ได้แก่ ซอชนิดต่าง ๆ คือ ซอสามสาย ซออู้ ซอด้วง เครื่องตี ได้แก่ ระนาด กลอง ฆ้อง โทน รำมะนา และตะโพน เครื่องตี นั้น ใช้ไม้ตีหรือตีด้วยมือ เครื่องตีบางอย่าง เช่น กรับ และ ฉาบ ซึ่งประกอบด้วยสองส่วนที่เหมือนกัน ก็ใช้สองส่วน นี้ตีกันเอง นอกจากนี้ก็มี เครื่องป่า ซึ่งต้องใช้ลมปากเป่าให้เกิดเสียง ได้แก่ ปี และ ขลุ่ย

เครื่องดนตรีสี่ประเภทนี้ อาจแยกออกกว้าง ๆ ตามหน้าที่ของมันได้ 2 ประเภท คือ เครื่องเดินทำนอง ทำให้เกิดเป็น เพลง พวกหนึ่ง กับเครื่องทำจังหวะ ประเภททหนึ่ง เครื่องทั้งสองประเภทนี้ ต้องบรรเลงให้กลมกลืนกัน จึงจะไพเราะ

เราได้ยินเสียงต่าง ๆ ตลอดเวลา เสียงนกร้องจิ๊บ จิ๊บ เสียงฝนตกจั้ก จั้ก เสียงแตรรถยนต์ดัง ปี๊น ปี๊น เสียงคนพูด หัวเราะ และบางทีก็ตะโกนโหวกเหวก บาง เสียงเราชอบฟัง บางเสียงเราไม่ชอบฟัง เสียงเหล่านี้ ไม่นับว่าเป็นเสียงดนตรี

เสียงดนตรี เป็นเสียงที่คนเราทำให้เกิดขึ้น ด้วยความตั้งใจจะให้เป็นเสียงไพเราะน่าฟัง เป็นเสียงที่แตกต่างจากเสียงนก เสียง ฝน เสียงแตรรถยนต์ และเสียงคนพูด
เราได้ยินเสียงดนตรีบ่อย ๆเหมือนกัน มักมีการเล่นดนตรีในเวลาที่มีงานวัด งานกาชาด งานศพ วิทยุกระจายเสียง และโทรทัศน์ก็มีรายการดนตรีเสมอ
ถ้าเรามีโอกาสได้ดูคนเล่นดนตรี จะเห็นได้ว่า ผู้เล่นใช้เครื่องมือหลายอย่าง บางอย่างเรารู้จักดี เช่น กลอง ขลุ่ย แคน เป็นต้น เครื่องมือเหล่านี้ทำให้เกิด เสียงต่าง ๆ ตามความต้องการ เรียกว่าเครื่องดนตรี
เครื่องดนตรีมีหลายอย่าง และมีหลายวิธีที่จะทำให้เกิดเสียงต่าง ๆ กัน เช่น กลอง ผู้เล่นต้องใช้มือ หรือไม้ตี กลอง ปี่ หรือ ขลุ่ย ใช้วิธีเป่า ซอใช้วิธีสีด้วยเส้นหางม้า จะเข้ใช้วิธีดีดที่สายจะเข้เป็นต้น

ดนตรีต้องมีผู้แต่ง การแต่ง คือ นำเอาเสียงต่าง ๆ อันเกิดจากการบรรเลงเครื่องดนตรี มาเรียบเรียงกันเข้าเป็นทำนองเพลง
เสียงดนตรีทำให้สบายใจ บางทีเรารู้สึกสนุก อยากหัวเราะ อยากกระโดดโลดเต้น หรืออยากทำท่าร่ายรำไปตามเสียง นั้น

นอกจากจะมีดนตรีในงานทำบุญต่าง ๆ แล้ว เราก็ใช้ดนตรีสำหรับการละเล่นบางอย่างเช่นเดียวกับชนชาติอื่น การแสดงละครฟ้อนรำ โขน หุ่นกระบอก หนัง (แบบโบราณ)องเรา ล้วนแต่ต้องใช้ดนตรีทั้งสิ้น มีเพลงต่าง ๆ มากมายที่มีผู้แต่งไว้สำหรับใช้ในการแสดงดังกล่าวมาแล้ว น่าเสียดายที่ เราไม่ค่อยจะทราบนามผู้แต่งเพลง เพราะคนไทยแต่โบราณไม่นิยมออกนามของตนเอง ด้วยมีความคิดว่า สิ่งที่ตนแต่ง ขึ้นนั้น สำคัญกว่าตนเอง อย่างไรก็ดี มีเพลงบางเพลงที่เราทราบได้แน่ว่าใครเป็นผู้แต่ง เช่น เพลงราตรีประดับดาว ซึ่ง เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพลงเขมรไทรโยค พระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้า กรม พระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นต้น

ดนตรีไทย และ เครื่องดนตรีไทย

จากการสันนิษฐานของท่านผู้รู้ทางด้าน ดนตรีไทย โดยการพิจารณา หาเหตุผลเกี่ยวกับกำเนิด หรือที่มาของ ดนตรีไทย ก็ได้มีผู้เสนอแนวทัศนะในเรื่องนี้ไว้ 2 ทัศนะที่แตกต่างกันคือ ทัศนะที่ 1 สันนิษฐานว่า ดนตรีไทย ได้แบบอย่างมาจากอินเดีย เนื่องจาก อินเดียเป็นแหล่งอารยธรรมโบราณ ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก อารยธรรมต่าง ๆ ของอินเดียได้เข้ามามีอิทธิพล ต่อประเทศต่าง ๆ ในแถบเอเชียอย่างมาก ทั้งในด้าน ศาสนา ประเพณีความเชื่อ ตลอดจน ศิลป แขนงต่าง ๆ โดยเฉพาะทางด้านดนตรี ปรากฎรูปร่างลักษณะ เครื่องดนตรี ของประเทศต่าง ๆ ในแถบเอเชีย เช่น จีน เขมร พม่า อินโดนิเซีย และ มาเลเซีย มีลักษณะ คล้ายคลึงกัน เป็นส่วนมาก ทั้งนี้เนื่องมาจาก ประเทศเหล่านั้นต่างก็ยึดแบบฉบับ ดนตรี ของอินเดีย เป็นบรรทัดฐาน รวมทั้งไทยเราด้วย เหตุผลสำคัญที่ท่านผู้รู้ได้เสนอทัศนะนี้ก็คือ ลักษณะของ เครื่องดนตรีไทย สามารถจำแนกเป็น 4 ประเภท คือ
เครื่องดีด
เครื่องสี
เครื่องตี

เครื่องเป่า
ใกล้เคียงกับลักษณะ เครื่องดนตรี อินเดียตามที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ "สังคีตรัตนากร" ของอินเดีย ซึ่งจำแนกเป็น 4 ประเภท เช่นกันคือ
ตะตะ คือ เครื่องดนตรี ประเภทมีสาย
สุษิระ คือ เครื่องเป่า
อะวะนัทธะ หรือ อาตตะ คือ เครื่องหุ้มหนัง หรือ กลอง ต่าง ๆ
ฆะนะ คือ เครื่องตี หรือ เครื่องกระทบ การสันนิษฐานเกี่ยวกับ กำเนิดหรือที่มาของ ดนตรีไทย ตามแนวทัศนะข้อนี้ เป็นทัศนะที่มีมาแต่เดิม นับตั้งแต่ ได้มีผู้สนใจ และ ได้ทำการค้นคว้าหาหลักฐาน เกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้น และนับว่า เป็นทัศนะที่ได้รับการนำมากล่าวอ้างกันมาก บุคคลสำคัญที่เป็นผู้เสนอแนะแนวทางนี้คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งวงการประวัติศาสตร์ของไทย

กลุ่มดนตรี




ดนตรี ( Music )


นักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียง โชเป็นเฮาเออร์ ยกย่องดนตรีว่าเป็นศิลปะสูงสุด เนื่องจากเสียงมีความคล่องตัวในการกระตุ้นอารมณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ศิลปะการดนตรีแสดงสุนทรียธาตุได้เด่นชัดที่สุดคือ "เสียง" เสียงสามารถทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกเพลิดเพลิน ไพเราะจับใจ ไม่ว่าจะเป็นเสียงของทำนองหรือจังหวะก็ตาม เสียงและจังหวะของดนตรีมีความสัมพันธ์และมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งภายนอกและภายใน เช่น จังหวะการเต้นของหัวใจ การไหลเวียนของโลหิต จังหวะการเดินการวิ่ง เป็นต้น
.............................................................................................................................................................................................
กำเนิดเสียงดนตรี
ดนตรี คือเสียงที่ประกอบกันเป็นทำนองเพลงที่ทำให้เกิดความรู้สึกเพลิดเพลิน หรือทำให้เกิดอารมณ์รักโศก หรือรื่นเริงได้ตามทำนองเพลงนั้น
คำจำกัดความของดนตรีนี้ อาจารย์ ธนิต อยู่โพธิ์ ได้ให้ความหมายไว้เป็น 2 ประการ ดังนี้ ประการแรก คือ ตดนตรี เช่น คำขับร้องที่เรียกว่า
"Music of Voices" และ ประการที่สอง คือ วาทิตดนตรี ที่หมายถึงเครื่องดนตรี ดีด สี ตี เป่า ที่เรียกว่า "Music of Instrument" นั่นเอง
ที่มาของเสียงดนตรี
ได้มีกล่าวไว้ในคัมภีร์วชิรสารัตถสังคหะ ซึ่งเป็นคัมภีร์ใบลาน ที่กำหนดที่มาของเสียงดนตรี ทั้ง 7 คือ เสียง โด เร มี ฟา
ซอล ลา ซี
และกำหนดว่ามีที่มาจากเสียงร้องของสัตว์สำคัญ 7 ชนิด คือ นกยูง โค (วัว) แพะ นกกระเรียน นกกาเหว่า ม้า และช้าง ดังมีรายละเอียดดังนี้
เสียงที่หนึ่ง เสียงโด เป็นเสียงร้องของนกยูงที่เกิดจากเสียงหกเสียงมารวมกันเป็นเสียงเดียวคือ เสียงสุดท้าย ตัวอย่างเสียงร้องของนกยูงในเนื้อเพลง
เขมรไทรโยคเที่ยวกลับท่อน 2 ".....เสียงนกยูงทองมันร้อง โด่งดัง หูเราฟัง มันร้องดัง กระโต้งห่ง มันดัง ก้อก (1) ก้อก (2) ก้อก (3) ก้อก (4) กระ (5) โต้ง
(6) ห่ง" เสียงห่อง สุดท้ายนี้เกิดจากเสียงหกเสียงมารวมกันเมื่อนกยูงมันร้อง มักต้องร้อง ก้อกๆ เสียก่อนแล้วจึงจะร้อง ออกมาได้เป็นเสียง "ห่ง" ซึ่งกำหนด
ให้เป็นเสียงที่ตำที่สุดในบรรดาเสียงดนตรีทั้ง 7 เสียง เรียกว่า ฉัธโช (ฉะ = หก โช = เสียง) ซึ่งตรงกับเสียงโด เหตุเพราะว่านกยูงเป็นนกขนาดใหญ่
มีขนงามเป็นสีเหลื่อมขนหางแววงาม และเป็นนกสำคัญทั้งในศาสนาพุทธ และศาสนาพราหมณ์ นับเป็นเสียงดนตรีที่สำคัญที่สุดในบรรดาเสียงดนตรีทั้ง 7 เสียง
เสียงที่สอง เสียงเร เป็นเสียงร้องของวัวตัวผู้ เหตุที่กำหนดให้เสียงของวัว (โค) เป็นเสียงที่สอง ก็เพราะโคเป็นสัตว์ที่ใกล้ชิดกับมนุษย์ นอกจากนั้นในศาสนาพุทธ
และศาสนาพราหมณ์ ถือว่าโคนั้นเป็นสัตว์สำคัญและเทิดทูนโค ซึ่งเชื่อกันว่าชาวกัมโพชมีต้นกำเนิดมาจากโค และใช้เป็นชื่อตระกูลว่า "โคตร" และถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ฆ่ากินไม่ได้
ในศาสนาพราหมณ์นั้นก็มักใช้มูลโคเจิมหน้าผากเพื่อเป็นสิริมงคลอีกด้วย จึงกำหนดให้เสียงโคเป็นเสียงดนตรีที่สองตรงกับ Ri หรือ เร
เสียงที่สาม เสียงมี กำหนดให้ตรงกับเสียงร้องของแพะ เนื่องด้วยคนในแคว้นคันธาระมีเสียงเล็กแหลมคล้ายเสียงแพะ แคว้นคันธาระนั้เป็นแคว้นใหญ่แคว้นหนึ่ง
ในชมพูทวีป มีเมืองหลวงชื่อตักกสิลา มีชื่อเสียงแห่งวิทยาการ เสียงแพะเรียกว่า คันธาโร ซึ่งเขียนย่อว่า คะ (GA) ตรงกับเสียงมีดังกล่าว
เสียงที่สี่ เสียงฟา กำหนดให้เกิดจากเสียงร้องของนกกะเรียน เป็นเสียงที่อยู่ท่ามกลางของเสียงทั้ง 7 เสียง ที่เรียกว่า เสียงมัชฌิโม นกกะเรียนนั้นเป็นที่ทราบกันอยู่
ว่านานๆ จะร้องออกมาสักครั้งหนึ่ง ชนชาติในแถบเอเชีย เช่น จีน และญี่ปุ่นถือว่านกกะรีนเป็นนกมงคลอีกด้วย
เสียงที่ห้า เสียงซอล กำหนดให้เกิดจากเสียงร้องของนกกาเหว่า เรียกว่าเสียง ปัญจโม เนื่องจากนกกาเหว่ามีเสียงไพเราะมีความถี่ของเสียงสม่ำเสมอไม่ว่าจะได้ยิน
ในระยะใกล้หรือไกลก็จะเกิดเสียงไพเราะทุกคราวไป
เสียงที่หก เสียงลา กำหนดให้เกิดจากเสียงร้องของม้า เรียกว่าเสียง แธวโต เสียงม้าร้องนับเป็นเสียงที่ขึ้นนาสิกในระดับสูง และเนื่องจากมนุษย์มีความคุ้นเคยกับ
เสียงร้องของม้ามาแต่โบราณกาลแล้ว
เสียงที่เจ็ด เสียงซี กำหนดให้เกิดจากเสียงร้องของช้าง เรียกว่า เสียงนิสาโท เสียงช้างร้องนั้น เป็นเสียงที่สูงที่สุดเมื่อเปล่งเสียงออกมาเต็มเสียง มนุษย์เรานั้นถือ
กันว่าช้างเป็นสัตว์สำคัญทั้งทางด้านกสิกรรมเกษตรกรรม และการศึกสงคราม เสียงนิสาโท หรือเสียงซีนี้ เป็นเสียงสุดท้ายและมีระดับเสียงที่สูงที่สุดในบรรดาเสียง
ดนตรีทั้ง 7 เสียง
หนังสืออ้างอิง "หนังสือดุริยางค์ดนตรีจากพระพุทธศาสนา" โดย อุดม อรุณรัตน์


..................................................................................................................................................................................
เครื่องดนตรีตะวันตก



1. เครื่องดนตรีตะวันตกกลุ่มเครื่องสาย



2. เครื่องดนตรีตะวันตกกลุ่มเครื่องลมไม้



3. เครื่องดนตรีตะวันตกกลุ่มเครื่องทองเหลือง



4. เครื่องดนตรีตะวันตกกลุ่มเครื่องกระทบ

ดนตรีเพื่อสุขภาพ


ดนตรีเพื่อชีวิต ดนตรีเพื่อสุขภาพ
ที่มา: มูลนิธิสุขภาพไทย

คนไทยทุกวันนี้น่าสงสาร เพราะแต่ละวันๆ มีแต่เรื่องที่ก่อให้เกิดความเครียด อันดับหนึ่งเลยเห็นจะเป็นพิษเศรษฐกิจที่ทำให้รายรับไม่พอกับรายจ่าย เกิดความเครียดได้อย่างง่ายดาย รองลงมาเรื่องการเมืองที่ฟังทีไรเป็นต้องร้องยี้ทุกทีซิ ไม่รู้เมื่อไรการเมืองไทยจากน้ำเน่าจะกลายเป็นน้ำดีเสียที ปัญหาสังคมก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้คนไทยเครียดกัน ข่าวฆ่ากันตายมีลงหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งไม่เว้นแต่ละวัน นอกจากนี้สภาพแวดล้อมโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ไม่ได้เอื้ออำนวยให้เราเป็นสุข เพราะต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมลพิษอันก่อเกิดอันตรายทั้งนั้น เมื่อใจทุกข์ กายย่อมทุกข์ เกิดสารพัดโรคตามมา ฉะนั้นต้องผ่อนคลายความเครียดลง ซึ่งก็มีหลากหลายวิธีการ และดนตรีเป็นหนึ่งทางเลือก ที่นอกจากสร้างความบันเทิงเริงรมย์แล้ว ดนตรียังสามารถนำใช้เพื่อพัฒนาชีวิต และสุขภาพ ผ่อนคลายความเครียดได้
ดนตรีเปรียบเสมือนอาหาร เป็นอาหารทางสมอง เป็นอาหารทางจิตใจ เสียงดนตรีมีอิทธิพลต่อชีวิตของเราแทบทุกคน จนแทบเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตก็ว่าได้ ดังนั้นคำกล่าวที่ว่า "อันชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก" คงจะไม่ผิด แต่การใช้ดนตรีเพื่อชีวิต และเพื่อสุขภาพก็ต้องมีการเลือกสรร ไม่ใช่ดนตรีอะไรก็นำมาฟังได้ทั้งหมด จะกลายเป็นว่าให้โทษมากกว่าคุณ
เสียงดนตรีที่ไพเราะ (ขอเน้นว่าไพเราะ) จะช่วยให้สมองของคนเราทำงานได้ดี ส่งผลไปถึงทั้งสุขภาพกาย และใจ แล้วคุณจะเลือกสรรดนตรีอย่างไรมาพัฒนาคุณภาพชีวิต
- ดนตรีนั้นต้องมีทำนองไพเราะ มีเสียงสูง เสียงต่ำ เช่น เพลงด้วยรักและผูกพัน ของพี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย ก็ถือว่าเป็นดนตรีคุณภาพ- ส่วนเนื้อร้องต้องไปในทางสร้างสรรค์ สุขก็ได้ ทุกข์ก็ได้ ถึงแม้เป็นเพลงอกหัก และผิดหวังแต่ให้แง่คิดล้มแล้วลุกขึ้นมาสู้ใหม่ อย่ายอมแพ้ อะไรแบบนี้ ไม่ใช่ล้มแล้วซ้ำเติม- หากดนตรีมีเสียงประสานต้องกลมกลืนกัน ไม่ใช่ขัดกัน อย่างเสียงแตรรถยนต์ถือว่าเป็นเสียงขัดกัน- ระดับเสียงดนตรีต้องอยู่ที่ประมาณ 40-60 เดซิเบล เกินนั้นไม่ได้ เสียงที่ทำให้เครียด เช่น เสียงแตรรถ เสียงมอเตอร์ไซค์ตัดท่อ เสียงเพลงดังๆ ในดิสโก้เธค ฯลฯ
ในการรับฟังดนตรีที่มีความไพเราะอยู่เสมอ จะทำให้สมองหลั่งสารชนิดหนึ่งออกมา เรียก ง่ายๆ ว่าเป็น "สารแห่งความสุข" สารนี้จะช่วยลดความตึงเครียดทั้งทางร่างกาย และจิตใจ ทำให้เกิดสมาธิ มีจิตใจที่สงบ จึงก่อให้เกิดความสุข ระบบหัวใจก็ทำงานได้ดี ความดันโลหิตเป็นปกติ ระบบขับถ่ายเช่นกัน ระบบหายใจก็ดี และเมื่อระบบทุกอย่างของร่างกายทำงานได้ดีแล้ว ร่างกายย่อมจะรอดพ้นจากความเจ็บป่วย เกิดภูมิต้านทานต่อโรคทั้งหลายทั้งปวง
คุณรู้ไหมคะว่า ดนตรีนอกจากคลายเครียด ก่อให้เกิดสุขภาพจิตดีแล้ว ดนตรียังช่วยให้การดำเนินชีวิตประจำวันของคุณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเวลาทำงาน แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น กิจกรรมต่างๆ จะดำเนินไปได้ด้วยดีก็ต้องอยู่ที่ดนตรีแต่ละประเภทด้วยว่าเหมาะสมกับกิจกรรม หรืองานที่ทำอยู่ หรือไม่
นักวิจัยชาวอาทิตย์อุทัย บ้านเกิดเมืองนอนของพ่อโกโบริเขาวิจัยออกมาว่า การทำงานประเภทท่องจำ ท่องบทต่างๆ เสียงดนตรีประเภทเขย่าครึกโครม หรือดนตรีระบบใหม่ๆ เช่น แนวเพลงที่กำลังฮิตในหมู่วัยรุ่นบ้านเรานั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นแนวป๊อป, ร็อค, แร็พเป็นต้น พวกนี้จะให้ผลดีกับงานประเภทท่องจำ ท่องบทต่างๆ
งานเขียนบทความ, นิยาย, แถลงการณ์ ต้องดนตรีแนวคลาสสิก ที่มีสำเนียงเยือกเย็น ส่วนงานคิดคำนวณ, งานบัญชี, งานรวบรวมเอกสาร หรือวัตถุดิบ ต้องเป็นเพลงพวกเครื่องสาย เช่น ไวโอลิน กีต้าร์ เป็นต้น
แต่การฟังเพลง ฟังดนตรี ใช่ว่าจะฟังตามใจตัวเองโดยไม่นึกถึงใคร จะฟังเพลงประเภทไหน ไม่จะเป็นเพลงช้า เพลงเร็ว เพลงไทย เพลงจีน เพลงฝรั่ง ก็ให้ดูคนข้างๆ คุณด้วยว่า เขาชอบด้วยหรือเปล่า การเปิดเพลงฟังก็เปิดพอได้ยิน เป็นเสียงรำพึงมากกว่าเป็นเสียงแสดงงานดนตรี ปฏิบัติตัวเช่นนี้รับรองว่า ดนตรีสามารถพัฒนาชีวิต และส่งเสริมสุขภาพของคุณอย่างแน่นอน

วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2550



ดนตรีบำบัด

ทุกวันนี้มนุษย์เราต้องประสพปัญหาความเจ็บป่วยทางร่างกายและจิตใจมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากความเจริญทางวัตถุเป็นไปอย่างรวดเร็ว จนมนุษย์ปรับตัวไม่ทัน ต้องดำเนินชีวิตอย่างเร่งรีบ ขาดความละเอียดอ่อนความลึกซึ้ง จิตใจจึงหยาบกระด้างมีความเครียดมากขึ้น ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยทางจิตสูงมากขึ้นทุกปีจนน่าเป็นห่วง แสดงให้เห็นว่าคนไทยมีความเครียดมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความเจ็บป่วย ทั้งทางร่างกายและจิตใจหมุนเวียนไม่รู้จักจบสิ้น
งานบริการรักษาความเจ็บป่วยนั้น บุคลากรไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่เพียงแต่จะต้องให้บริการรักษาด้วยความรู้ความชำนาญความสามารถเท่านั้นแต่ยังจำเป็นต้องทำให้ผู้ป่วยหรือผู้มาใช้บริการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นพร้อมกันด้วย ดนตรีบำบัด จึงเป็นวิธีหนึ่งที่วงการแพทย์นำมาใช้ร่วมในการรักษาผู้ป่วย เนื่องจากดนตรีเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่ง่ายต่อการเข้าถึงจิตใจมนุษย์ จากการศึกษา พบว่านอกจากดนตรีจะสามารถลดอาการเจ็บป่วยได้แล้ว ดนตรียังก่อให้เกิดความงดงาม ความสุข ความพอใจ ทำให้การรักษาเป็นไปอย่างมีคุณภาพมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ตามความจำกัดความของสมาคมดนตรีบำบัดแห่งประเทศออสเตรเลีย ดนตรีบำบัด หมายถึงการวางแผนการควบคุมการใช้กิจกรรมดนตรี เพื่อ ให้บรรลุผลในการรักษา ในบุคคลทั้งวัยเด็ก วัยรุ่น วัยกลางคน และผู้สูงอายุ ซึ่งมีความต้องการพิเศษ อันเนื่องมาจากความบกพร่องทางสังคม อารมณ์ สติปัญญา และทางร่างกาย
การนำดนตรีมาใช้ในการรักษาโรคได้เริ่มมีมาช้านานประมาณ 5000 ปี มาแล้วในยุคกรีกโบราณ โดยใช้ในรูปเวทย์มนต์คาถา เชื่อว่าเสียงดนตรีจะช่วยไล่วิญญาณชั่วร้ายที่สิงสถิตย์ในร่างกายมนุษย์อันก่อให้เกิดความเจ็บป่วยออกไปได้ ชาวอียิปต์เรียกดนตรีว่า ยาแห่งวิญญาณ ชาวเปอร์เซียใช้เสียงดีดของพิณน้ำเต้าเพื่อรักษาผู้ป่วย (Cook 1981) และมีบันทึกทางประวัติศาสตร์ของชาวยิวกล่าวไว้ว่า เดวิด ซึ่งเป็นนักดนตรี ได้ใช้การดีดพิณเพื่อช่วยให้กษัตริย์ซอล คลายจากอารมณ์สิ้นหวังได้ (Alivin 1996)
ดนตรีบำบัดได้พัฒนาจากตำนานประวัติศาสตร์มามีความเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น มีนำดนตรีมาใช้อย่างเป็นระบบ ร่วมกับการรักษาทางการแพทย์ โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคจิตและคนพิการ โดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองได้มีการจัดตั้งสมาคมดนตรีบำบัดเป็นครั้งแรกที่ประเทศอเมริกา มีการนำดนตรีบำบัดไว้ในหลักสูตรปริญญาตรีในมหาวิทยาลัย และขยายความรู้ไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก ส่วนในทวีปเอเชียประเทศญี่ปุ่นนับเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าสูงสุดในเรื่องการนำดนตรีไปใช้ในการรักษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ

ดนตรีบำบัดได้พัฒนาจากตำนานประวัติศาสตร์มามีความเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น มีนำดนตรีมาใช้อย่างเป็นระบบ ร่วมกับการรักษาทางการแพทย์ โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคจิตและคนพิการ โดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองได้มีการจัดตั้งสมาคมดนตรีบำบัดเป็นครั้งแรกที่ประเทศอเมริกา มีการนำดนตรีบำบัดไว้ในหลักสูตรปริญญาตรีในมหาวิทยาลัย และขยายความรู้ไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก ส่วนในทวีปเอเชียประเทศญี่ปุ่นนับเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าสูงสุดในเรื่องการนำดนตรีไปใช้ในการรักษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ
สำหรับในประเทศไทย มีการนำดนตรีบำบัดมาใช้ในการรักษาครั้งแรกเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2510 ที่ รพ. ศรีธัญญา จ.นนทบุรี โดย คุณรำไพพรรณ ศรีโสภาคย์ นับได้ว่าเป็นนักกายภาพบำบัดคนแรก และจบการศึกษาด้านดนตรีบำบัดจากต่างประเทศ ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2528 เป็นต้นมา ได้มีการตื่นตัว ในการนำดนตรีบำบัดมาใช้อย่างจริงจัง มีการศึกษาวิจัยของคนไทยโดยเฉพาะอาชีพพยาบาล เรื่องผลของดนตรีบำบัด ต่อการรักษาผู้ป่วยในภาวะต่างๆ ได้ผลดีสอดคล้องกับงานวิจัยจากต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีการจัดการอบรมเรื่องดนตรีบำบัดโดยหน่วยงานของรัฐและเอกชน โดยเชิญวิทยากรชาวต่างประเทศ และชาวไทย อาทิ ท่านอาจารย์พิชัย ปรัชญานุสรณ์ อาจารย์และนักดนตรีบำบัด ซึ่งท่าน เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องดนตรีบำบัด เป็นอาจารย์ผู้ที่ถ่ายทอดความรู้เรื่องดนตรีบำบัดมีลูกศิษย์มากมายทั่วประเทศและเป็นท่านแรก ที่ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้เขียนทำให้ผู้เขียนได้นำมาใช้ประโยชน์ต่อมาจนทุกวันนี้ จากการที่มีวงการแพทย์หันมาให้ความสนใจ และสนับสนุนเรื่องดนตรีบำบัดจึงทำให้ ดนตรีบำบัดจึงกลับมาเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายอย่างจริงจังจนมาถึงทุกวันนี้

มีการจัดตั้งหน่วยงานที่ให้บริการด้านดนตรีบำบัด อาทิเช่น ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สวางคนิวาส สภากาชาดไทย และโครงการดนตรีบำบัด รพ.ศิริราช ต่อมาได้มีการจัดอบรมให้ความรู้เรื่องดนตรีบำบัดแก่บุคลากรการแพทย์จากหน่วยงานสาธารณสุข ต่างๆ ทั่วประเทศ นอกจากนั้นยังมีการเผยแพร่ความรู้เรื่องดนตรีบำบัด ดนตรีเพื่อสุขภาพ และดนตรีเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สู่ประชาชนทั่วไปทางสื่อต่างๆ เพื่อนำดนตรีไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองทำให้เป็นผู้มีสุขภาพจิตดีมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อาทิเช่น รายการวิทยุดนตรีเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตทางคลื่น FM 97 ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-15.00 น. ซึ่งทำหน้าที่เผยแพร่ความรู้ และเปิดโอกาสให้ผู้ป่วย ผู้ที่มีความเครียด ได้มีโอกาสฟังเพลง ที่ช่วยบำบัดในการรักษา ตลอดจนให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพและการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อช่วยให้สังคมดีและน่าอยู่ หรือจากห้องสมุด เช่น ห้องสมุดคณะพยาบาลศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และจากสื่ออินเทอร์เน็ตเป็นต้น

เพราะดนตรีสามารถทำให้เกิดการพัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม อารมณ์และสติปัญญา ในทางที่ดีขึ้น ดนตรีบำบัดได้ถูกนำมาศึกษาวิจัยเพื่อใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ เช่น ช่วยในการคลอดบุตรเป็นได้ด้วยดี ทำให้ทารกดูดนมและนอนหลับได้มากขึ้น ช่วยในการพัฒนาเด็กที่มีความบกพร่อง หรือเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เช่น เด็กพิการ เด็กที่มีสติปัญญาบกพร่อง เด็กออทิสติก ภาวะเจ็บป่วย เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคความจำเสื่อม ผู้ป่วยหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ติดยาเสพติด ผู้ที่มีปัญหาทางจิต ผู้มีความเครียด คนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้เจ็บป่วยในระยะสุดท้าย

ในสังคมวัฒนธรรมไทยได้มีการนำดนตรีบำบัดมาใช้เป็นเวลานานนับร้อยปีแล้วเช่นกัน เช่น ในวัยเด็กเมื่อเป็นทารก มีการกล่อมลูกน้อยในเปลให้หลับ โดยผู้เป็นแม่หรือคนเลี้ยงจะเป็นผู้ร้องเพลงกล่อมเด็กพร้อมกับไกวเปลไปด้วย เพลงเห่กล่อมเด็กจะเป็นเพลงลักษณะเพลงช้า ทอดเสียงยาวนุ่มนวล เป็นเรื่องเล่า นิทาน คติสอนใจ ทำให้เด็กมีความอบอุ่นใจ มีความสุขและหลับสบาย ปัจจุบันหาดูได้ยากเนื่องจากสังคมเปลี่ยนไป มารดาต้องออกทำงาน ทำให้ไม่มีเวลา และไม่เห็นคุณค่าความสำคัญของการใช้ดนตรีเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก นับเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง แต่มีหน่วยงานที่เห็นความสำคัญ เช่น วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีการรณรงค์ในเรื่องนี้ โดยจัดประกวด เพลงเห่กล่อมเด็กเนื่องในวันแม่เป็นประจำทุกปี และมีการจัดประกวดแต่งเพลงเด็กเพื่อพัฒนาหูของเด็กไทยให้ฟังเพลงที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน อีกไม่นานเราคงได้ฟังเพลงเห่กล่อมเด็ก และเพลงเด็กที่มีความไพเราะสร้างสรรค์ กลับมาแทนที่เพลงไม่มีคุณภาพ ไร้สาระ มอมเมาเด็กไทย ทำให้เป็นปัญหาสังคมอยู่ทุกวันนี้

วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2550

หลานตัวเเสบ(สุดที่รัก)




อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์

เมืองสิงห์เป็นเมืองโบราณที่เกิดขึ้นภายใต้อิทธิพลของอารยธรรมขอม อยู่สุดชายแดนทางด้านตะวันตกของไทย มีกำแพงเมืองขนาด 800x900ม. เนื้อที่ 641 ไร่ 1 งาน 65 ตารางวา ในเมืองมีสระน้ำหกสระและโบราณสถานสำคัญสี่แหง ผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทิศเหนือ ตะวันออก และตะวันตกของเมืองล้อมรอบด้วยคูน้ำ คันดินเจ็ดชั้น แต่ละชั้น*งกันไม่มากนัก บางส่วนยังมีร่องรอยเหลือให้เห็นได้ชัดเจน

ประวัติ
ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเมืองสิงห์และโบราณสถานภายในเมืองสร้างขึ้นเมื่อใด จากโบราณสถานที่เหลืออยู่ ซึ่งเป็นศิลปกรรมแบบขอมสมัยบายน (มีอายุในช่วงสมัยพุทธศตวรรษที่ 18 ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7) ผสมผสานกับศิลปะทวารวดีโดยฝีมือช่างพื้นเมืองซึ่งหยาบกว่าฝีมือช่างขอมที่ปราสาทบายน นครธม มาก ทำให้สันนิษฐานว่า เมืองสิงห์มีอายุ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-19 ซึ่งพุทธศาสนานิกายมหายานจากกัมพูชา แพร่หลายเข้าสู่ดินแดนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาก่อนหน้าพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์

เที่ยวปราสาทหินเมืองสิงห์ จ.กาญจนบุรี (23 ต.ค. 2550 )


















ได้รับการขึ้นทะเบียนโบราณสถาน เมื่อ พ.ศ. 2478 กรมศิลปากรขุดแต่งบูรณะตั้งแต่ พ.ศ. 2517-2529 และเปิดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2530 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธี

วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2550


ดนตรีช่วยแก้ปัญหาเด็กสมาธิสั้นได้จริงหรือ ?

เด็กสมาธิสั้น เป็นอย่างไร

เด็กสมาธิสั้น ( Hyperactive) หมายถึง เด็กที่ซนมากไม่อยู่นิ่ง แยกได้ 2 กลุ่มคือ


1. มีปัญหาเรื่องสมาธิบกพร่อง เช่น มีความลำบากในการฟังคำสั่งยาวๆ มีความลำบากในการทำงานหรือเล่นกิจกรรม อุปกรณ์การเรียนสูญหายบ่อย สนใจในสิ่งเร้าที่ไม่สำคัญ ขี้ลืม มักทำของหาย เหม่อลอย ช่างฝัน ลำบากในการทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมองเป็นเวลานาน


2. อาการหุนหันพลันแล่นจนขาดความยับยั้งชั่งใจ ซึ่งมีลักษณะคือ ไม่รู้จักระวังตัวเอง ลุกออกจากที่นั่งบ่อย ชอบวิ่งหรือปีนป่าย พูดคุยมากเกินไป มีความลำบากในการเล่นคนเดียว ลุกลี้ลุกลน อารมณ์ร้อนแปลี่ยนแปลงง่าย ขาดความอดทน ชอบพูดขัดจังหวะ รบกวน ช่างฟ้อง


สาเหตุส่วนใหญ่ มาจาก ลักษณะถ่ายทอดทางพันธุกรรมในเรื่องของสารเคมีในสมองหรือระบบประสาทและ สภาพแวดล้อมก็เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง



--------------------------------------------------------------------------------

ดนตรีช่วยแก้ปัญหาเด็กสมาธิสั้นได้จริงหรือ ?

ดนตรีมีประโยชน์มากมาย การฟังดนตรีทำให้เราผ่อนคลาย เพลิดเพลิน มีความสุข หากเราได้เล่นดนตรีก็ยิ่งเป็นการปลดปล่อยความเครียดที่ฝังอยู่ตามกล้ามเนื้อและเซลล์ประสาทให้ออกมากับการเล่นดนตรี ทำให้อารมณ์ดีขึ้น สามารถควบคุมอารมณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น ส่งผลให้ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ EQ สูงขึ้น

และเมื่อเด็กเรียนดนตรี เด็กจะมุ่งความสนใจไปที่เสียงดนตรีที่ตนเองสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ เด็กจะเกิดความภาคภูมิใจในความสามารถของตนเอง และอยากจะเล่นดนตรีต่อไปเพื่อให้เกิดเสียงที่ไพเราะขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเด็กจดจ่ออยู่กับเสียงดนตรีที่ตนเองสร้างขึ้น ช่วงความสนใจของเด็กก็จะเพิ่มมากขึ้นทีละนิด ขี้นอยู่กับทำนองเพลงที่เด็กฝึกหัด เมื่อเริ่มแรกเด็กอาจฝึกหัดเพลงพื้นฐานสั้นๆ ช่วงความสนใจของเด็กอาจอยู่ในเวลา 1-2 นาที ลำดับต่อไปเด็กได้ฝึกเพลงที่มีความซับซ้อนมากขึ้นทีละนิด เด็กก็จะมีช่วงของความสนใจเพิ่มขึ้นเป็น 3-5 นาที และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากเด็กชอบและรักที่จะเล่นดนตรี

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกำลังใจที่ครูผู้สอนและพ่อแม่ผู้ปกครองจะกระตุ้นให้เด็กเกิดความสนใจในดนตรีมากขึ้น การเสริมแรงจากครูและพ่อแม่ผู้ปกครอง เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะทำให้เด็กเพิ่มความสนใจในดนตรี และจะทำให้ช่วงความสนใจของเด็กเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลไปสู่การเรียนในห้องเรียน การทำการบ้าน การอ่านหนังสือ หรือการทำสิ่งต่างๆ

จากที่โรงเรียนดนตรีบ้านเก่งขิมได้สอนเด็กที่มีอาการเข้าข่ายสมาธิสั้น หรือมีช่วงความสนใจต่อสิ่งต่างๆ น้อยมาก เมื่อมาเรียนขิม เด็กหลายคนมีสมาธิดีขึ้น มีสภาวะอารมณ์ที่ดีขึ้น มีการระบายอารมณ์ออกมาในเสียงเพลงที่ตนบรรเลง ทำให้เด็กผ่อนคลายและเกิดสมาธิในการบรรเลงขิม ส่งผลให้การเรียนในห้องเรียน หรือการทำกิจกรรมต่างๆ ของเด็กประสบความสำเร็จมากขึ้นตามลำดับ

คุณพ่อคุณแม่หรือท่านผู้ปกครอง จึงควรหันมามองบุตรหลานของท่านสักนิด ว่าเด็กมีอาการใกล้เคียงเด็กสมาธิสั้นหรือไม่ หากใกล้เคียงควรปรึกษาแพทย์ หรือส่งเสริมให้เด็กเรียนดนตรี ศิลปะ ร้องเพลง เต้นรำหรือนั่งสมาธิ เพราะกิจกรรมเหล่านี้จะทำให้เด็กมีสมาธิเพิ่มมากขึ้น และหลีกเลี่ยงการให้เด็กดูโฆษณาที่มีภาพเคลื่อนไหวเปลี่ยนไปมารวดเร็ว เนื่องจากภาพเหล่านั้นจะไปกระตุ้นสมองทำให้เด็กมีภาวะสมาธิสั้นได้ง่าย

อาการสมาธิสั้นสามารถบำบัดรักษาให้ดีขึ้นได้ เพียงแค่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องให้ความเอาใจใส่กับเด็ก พูดคุย ซักถาม ให้เวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันกับเด็ก ไม่ดุว่าหรือตี เพราะจะทำให้เด็กจดจำประสบการณ์ที่ไม่ดี และเด็กจะไม่เข้าใจว่าเขาทำอะไรผิด เนื่องจากอาการต่างๆ มาจากความผิดปกติของสมองหรือสารเคมีของร่างกาย ซึ่งตัวเด็กเองไม่สามารถควบคุมได้ พ่อแม่ผู้ปกครองและครูจึงเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดที่สามารถช่วยให้เด็กมีอาการดีขึ้นหรือหายขาดได้เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่

กลุ่มดนตรี

วงดนตรีตะวันตก ได้แก่
1. วงชาโดว์ มีเครื่องดนตรี คือ กีต้าร์โซโล่ กีตาร์คอร์ท กีตาร์เบส กลองชุด
2. วงสตริง มีเครื่องดนตรี 4 กลุ่ม คือ กีต้าร์ เบส คีบอร์ด และกลองชุด
3. วงสตริงคอมโบ มีเครื่องดนตรีเหมือนวงสรตริง และเพิ่มเครื่องเป่า 1 กลุ่ม
4. วงแตรวง มีเครื่องเป่าทองเหลือง 1 กลุ่ม และเครื่องกระทบ
5. วงโยธวาฑิต มีเครื่องเป่าทองเหลือง เครื่องเป้าลมไม้ และเครื่องกระทบ ใช้สำหรับเดินบรรเลง นำแถว หรือเป็นกองเกียรติยศ
6. วงดุริยางค์ (Orchestra) มีเครื่องสาย เครื่องเป่าทองเหลือง เครื่องเป้าลมไม้ และเครื่องกระทบ มี 4 ขนาด คือ ผู้บรรเลง 40 – 60 ขนาดเล็ก, 61 – 80 ขนาดกลาง, 81 – 100 ขนาดใหญ่ และหากมีผู้เล่นเกิน 100 คน เรียกว่า วงซิมโฟนีออร์เคสตรา (Symphony Orchestra)
7. วงแซมเบอร์มิวสิค เป็นวงขนาดเล็ก เรียกชื่อตามจำนวนผู้เล่น เช่น ผู้เล่น 2 คน เรียก Duet, 3 คน = Trio, 4 คน = Quartet, 5 คน = Quintet, 6 คน = Sextet, 7 คน = septet, 8 คน = Octave, 9 คน = Nonet วงแซมเบอร์ที่ได้รับความนิยมที่สุด คือ String Quartet เพราะมีเสียงไพเราะกลมกลืนที่สุด
ประเภทของเพลง เพลงตะวันตก มีดังนี้
1. Folk Song เป็นเพลงที่ใช้ขับร้องประจำท้องถิ่นต่าง ๆ
2. Popular Music เช่น เพลงลูกทุ่ง ลูกกรุง เพลงสากล และไทยสากลต่าง ๆ
3. Jazz เป็นเพลงเต้นรำ ของชาวนิโกร กำเนิดที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
4. Light Music เป็นเพลงที่ฟังได้อย่างสบาย ๆ ไม่ต้องใช้สมาธิในการฟังมากนัก ถูกนำมาใช้มาก เพื่อสร้างบรรยากาศในการทำงาน วงการแพทย์ใช้เพื่อการบำบัด และพัฒนาทางด้านจิตวิทยา พัฒนาการทางสมองของเด็ก และสร้างสมาธิ
5. Classical Music ประพันธ์ขึ้นโดยคีตกวีในยุคต่าง ๆ ผู้ฟังต้องใช้สมาธิในการฟังมาก เพื่อรับรู้จินตนาการ ความไพเราะ การประสานเสียง และรูปแบบของดนตรี

องค์ประกอบของดนตรีตะวันตก
1. ทำนอง (Melody) มีความต่อเนื่องของเสียงอย่างมีระบบ ให้ความรู้สึกต่อผู้ฟัง เป็นหัวใจของบทเพลง สามารถช่วยให้จดจำบทเพลงได้ง่าย
2. จังหวะ (Time or Rhythm) ได้แก่ จังหวะเคาะ ความช้า – เร็ว และลีลาของจังหวะ ซึ่งมีผลต่อการสร้างอารมณ์ของบทเพลงให้มีอารมณ์ เช่น สนุกสนาน ตื่นเต้น โศกเศร้า ฯลฯ
3. การประสานเสียง (Harmony) เป็นการใช้หลักการผสมเสียงดนตรีตามหลักวิชา เพื่อสนับสนุนแนวทำนอง สร้างความงามให้กับบทเพลง ให้มีความไพเราะยิ่งขึ้น
4. พื้นผิว (Texture) เป็นความสัมพันธ์ระหว่างทำนองกับการประสานเสียง คือ
4.1 พื้นผิวทำนองเดียวไม่ประสานเสียง (Monophonic)
4.2 พื้นผิวทำนองเดียวบรรเลงหลายแนว (Heterophonic) แบบดนตรีไทย
4.3 พื้นผิวทำนองเดียวมีการประสานเสียง (Homophonic)
4.4 พื้นผิวหลายทำนอง (Polyphonic)
5. คุณภาพของเสียง (Tone Color) เอกลักษณ์ของเครื่องเล่นดนตรีแต่ละชิ้น
6. คีตลักษณ์ (From) เป็นรูปแบบของบทเพลง
6.1 เพลงท่อนเดียว (Unity Form) มีท่อนเดียว คือ A เป็นเพลงที่ดำเนินทำนองตั้งแต่ต้น จนจบเพลง โดยไม่มีการเปลี่ยนอารมณ์ พบมากในเพลงเด็ก ๆ และเพลงสั้น ๆ
6.2 เพลงสองท่อน (Binary Form) ได้แก่ AB ท่อนแรกคือ A เป็นทำนองเพลงหลักช่วงแรก ท่อน B เป็นช่วงที่เปลี่ยนอารมณ์จากท่อนแรก
6.3 เพลงสามท่อน (Ternary Form) มี 3 ท่อนเพลง คือ A B A หรือ A A B A ท่อนแรกคือ A เป็นทำนองหลัก ท่อน B เป็นท่อนแยก มีลีลาอารมณ์แตกต่างไปจาก A เพลงประเภท 3 ท่อน จะนำเอา A มาปรากฏซ้ำ โดยมีทำนองเดิม สำหรับเพลงลูกทุ่ง ลูกกรุง ของไทย มักพบว่า ใช้ Form แบบ A A B A มากที่สุด
6.4 รอนโด (Rondo Form) เป็นเพลงที่มีสร้อยเพลง ใช้ทำนองที่แตกต่างไปจาก A มาแทรก คือ A B A C A D A ได้แก่ เพลงสามัคคีชุมชุม กราวกีฬา เป็นต้น

วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2550

ตอบคำถามสุนทรียศาสตร์



สุนทรียศาสตร์คืออะไร
สุนทรียศาสตร์คือ วิชาที่ว่าด้วยเรื่องความงามจากสิ่งรอบๆตัวไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีตามธรรมชาติหรือสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์คิดค้นหรือสร้างทฤษฎีขึ้นมาเพื่อถ่ายทอดความงามให้รับรู้ในรูปแบบต่างๆเช่นการวาดภาพ ดนตรี ศิลปกรรมต่างๆ
สุนทรียศาสตร์มีประโยชน์ต่อมนุษย์อย่างไร
1. สามารถช่วยในเรื่องของกระบวนการคิด การตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล

2. ช่วยกล่อมเกลาให้เป็นผู้มีจิตใจอ่อนโยน และมองโลกในแง่ดีอย่างมีเหตุผล

3. เสริมสร้างประสบการณ์สุนทรียะให้กว้างขวาง เพื่อการดำรงอยู่อย่างสันติสุข

4. ส่งเสริมแนวทางในการแสวงหาความสุขจากความงามของสิ่งทั้งเป็นรูปธรรมและนามธรรม

5. ส่งเสริมให้เห็นความสำคัญของสรรพสิ่งต่างๆ และการบูรณาการเพื่อประยุกต์ไปใช้ให้เป็นประโยชน์กับชีวิตประจำวันด้วยเหตุผล และความรู้สึกที่สอดคล้องกัน

สุนทรียศาสตร์มีประโยชน์ต่อวิชาชีพอย่างไร
วิชาชีพพยาบาลเป็นอาชีพที่ต้องปฏิบัติงานกับบุคคลซึ่งอยู่ในภาวะเจ็บป่วยโดยต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการให้การพยาบาล การให้การพยาบาลจำเป็นต้องมีความรู้สึกที่ดีต่อวิชาชีพก่อน จากนั้นต้องมีความตั้งใจในการให้การพยาบาล เข้าใจความรู้สึก และเห็นใจผู้ป่วย ในการให้การพยาบาลควรปฏิบัติด้วยความนุ่มนวลพร้อมกับให้การพยาบาลอย่างมีคุณภาพ มีเหตุและผล ร่วมกับใช้ความรู้และศาสตร์ ซึ่งหมายถึงวิชาต่างๆที่ได้เรียนมานำมาใช้ให้สอดคล้องกับการพยาบาลต่อผู้ป่วยในแต่ละคนการเรียนสุนทรียศาสตร์ ช่วยทำให้มนุษย์เกิดความสมดุลย์ของกาย คือมีเหตุมีผล ของจิตคือ มีความรู้สึก นอกจากนั้น การเรียนสุนทรียศาสตร์ยังช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้เป็นผู้มีจิตใจอ่อนโยน มองโลกในแง่ดีอย่างมีเหตุมีผล และส่งเสริมให้เห็นความสำคัญของสรรพสิ่งต่างๆในโลก จึงสอดคล้องกับงานวิชาชีพพยาบาล



ประโยชน์ของดนตรีต่อสังคมมนุษย์

1. ด้านการศึกษา นำเสียงดนตรีมาใช้ประกอบในการสอนแบบสร้างสรรค์ทางศิลปะผลปรากฏว่าเสียงดนตรีสามารถส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์ เสริมสร้างความคิด จินตนาการ ช่วยกระตุ้นให้มีการแสดงออกในทางสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้มีความสัมพันธ์ระหว่างประสาทหู กล้ามเนื้อมือ ให้สอดคล้องกับการใช้ความคิด ทำให้หายเหนื่อย และผ่อนคลายความตึงเครียด

หลักการดังกล่าวนี้มีใช้มาตั้งแต่สมัยกรีก ในยุคเฮเลนิสติค(Hellinistic Period 440-330 B.C) ชนชาติกรีกได้พัฒนาหลักการของ อีธอส (Doctrine of ethos) ซึ่งเป็นความเชื่อในเรื่องของพลังแห่งสัจธรรมของดนตรี โดยกล่าวไว้ว่าพลังของดนตรีมีผลเกี่ยวเนื่องกับการแสดงออกถึงความชื่นชอบหรือความขัดแย้ง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ดนตรีเกี่ยวข้องกับความดีและความชั่วร้าย ในหนังสือ Poetics นั้น อริสโตเติล (Aristotle) ได้อธิบายว่าดนตรีมีอำนาจเหนือจิตใจมนุษย์ เขากล่าวว่าดนตรีเลียนแบบอารมณ์ต่าง ๆ ของมนุษย์ ฉะนั้นเมื่อมนุษย์ได้ยินดนตรีซึ่งเลียนแบบอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ก็จะเกิดมีความรู้สึกคล้อยตามไป ถ้าได้ยินดนตรีที่กระตุ้นอารมณ์ที่ทำให้จิตใจต่ำบ่อย ๆ เข้าก็ทำให้เขาพลอยมีจิตใจต่ำไปด้วย ตรงกันข้ามถ้ามีโอกาสได้ฟังดนตรีที่ช่วยยกระดับจิตใจ ก็จะทำให้ผู้นั้นเป็นคนที่มีจิตใจสูง ดังนั้น เปลโตและอริสโตเติล จึงมีความคิดเห็นตรงกันในข้อที่ว่าหลักสูตรการศึกษาควรประกอบด้วยวิชากีฬาและดนตรีที่ถูกต้อง เพื่อเป็นการฝึกทั้งร่างกายและจิตใจ เปลโต สอนว่า “การเรียนดนตรีอย่างเดียวทำให้อ่อนแอและเป็นคนมีปัญหา การเรียนกีฬาอย่างเดียวทำให้เป็นคนที่อารมณ์ก้าวร้าวและไม่ฉลาด” ยิ่งกว่านั้นเปลโตยังได้กำหนดไว้ว่า “ดนตรีที่เหมาะสมสำหรับการศึกษาไม่ควรมีลีลาที่ทำให้อารมณ์อ่อนไหว ควรใช้ทำนองที่มีลีลาดอเรียน(Dorian)และฟรีเจียน (Phrygian)”บันไดเสียงทั้งสองข้างต้นทำให้เกิดอารมณ์กล้าหาญและสุภาพเรียบร้อย เปลโตยังเคยกล่าวไว้ว่า “จะให้ใครเป็นผู้เขียนกฎหมายก็แล้วแต่ ขอให้ข้าพเจ้าได้เป็นผู้แต่งเพลงประจำชาติก็แล้วกัน”

2.ด้านการแพทย์

ใช้เสียงดนตรีกระตุ้นทารกในครรภ์มารดา ผลปรากฏว่าเด็กมีปฏิกิริยาตอบรับกับเสียงเพลง ทั้งทางพฤติกรรมและร่างกายที่ดี เสียงเพลงที่นุ่มนวลจะทำให้เด็กมีอาการสงบเงียบ ร่างกายเจริญเติบโตขึ้นและยังช่วยให้ระบบหายใจและระบบย่อยอาหารดีขึ้น
การนำเสียงดนตรีมาบำบัดรักษาผู้ป่วยปัญญาอ่อน โดยเฉพาะการใช้ดนตรีลดหรือบรรเทาความเจ็บปวดหลังการผ่าตัดของผู้ป่วยใน 48 ชั่วโมงแรก ผลปรากฏว่าช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลายภาวะทางอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ดังที่ผู้ใช้นามปากกาว่า คุณทองจีน บ้านแจ้ง เขียนไว้ในเรื่อง แกะสะเก็ดคลาสสิค ในหนังสือ ชาวกรุง ฉบับที่ 5 พ.ศ.2522 ว่า“หมอชาวกรีกโบราณท่านหนึ่งชื่อว่า แอสคลีปีอุส(Asclepius)ได้ใช้ดนตรีบรรเลงให้ผู้ป่วยหลังการผ่าตัดแล้วฟัง ปรากฏว่าช่วยทุเลาอาการเจ็บปวดได้ดี”


3. ด้านสังคม

มีการใช้จังหวะดนตรีมากำหนดควบคุมการทำงาน เพื่อให้เกิดความพร้อมเพรียง เช่นการพายเรือ จังหวะยก-ส่งของ เป็นต้น การใช้ดนตรีปลุกเร้าอารมณ์ให้เกิดความรัก ความสามัคคีในหมู่คณะ เช่นเพลงปลุกใจ เพลงเชียร์ เป็นต้น
ใช้เสียงดนตรีเพื่อสร้างบรรยากาศในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ให้ดูศักสิทธิ์ เคร่งขรึม น่าเชื่อถือ หรือสื่ออารมณ์ความรู้สึกที่ร่าเริง เบิกบาน สนุกสนาน ในงานเลี้ยงสังสรรค์ งานฉลองต่างๆ เป็นต้น นอกจากนั้นยังเป็นการสร้างงาน อาชีพ ให้กับบุคคลในสังคมอย่างมากมายทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น นักดนตรี นักร้อง ครูสอนดนตรี นักประพันธ์เพลง นักผลิตรายการคอนเสิร์ต นักดนตรีบำบัด ผู้อำนวยการเพลงหรือวาทยากรนักเขียนทางดนตรี นักประดิษฐ์เครื่องดนตรี และผู้ซ่อมหรือปรับเสียงเครื่องดนตรี เป็นต้น


4. ด้านจิตวิทยา

ใช้เสียงดนตรีปรับเปลี่ยนนิสัยก้าวร้าวของมนุษย์ รักษาโรคสมาธิสั้น โดยเฉพาะเด็กจะทำให้มีสมาธิยาวขึ้น อ่อนโยนขึ้น โดยใช้หลักทฤษฎีอีธอส (Ethos) ของดนตรี ซึ่งเชื่อว่าดนตรีมีอำนาจในการที่จะเปลี่ยนนิสัยของ มนุษย์ จนกระทั่งในบางกรณีสามารถรักษาโรคให้หายได้ ปัจจุบัน มีนักดนตรีบำบัดผู้ซึ่งมีความสามารถฟื้นฟูและบำบัดรักษาความเจ็บป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทำงานในด้านนี้

5. ด้านกีฬา

ใช้ดนตรีประกอบกิจกรรมกีฬา เช่น ยิมนาสติกกิจกรรมเข้าจังหวะ การเต้นแอโรบิค เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมต่างๆมากมาย ที่ใช้ดนตรีเป็นส่วนประกอบในการดำเนินการทั้งทางตรงและทางอ้อม อาจกล่าวได้ว่าดนตรีเป็นส่วนประกอบที่ขาดเสียมิได้ในกิจกรรมของสังคมมนุษย์

หัวใจ
myspace codes
Click here for Myspace glitter graphics and Myspace layouts