วงดนตรีตะวันตก ได้แก่1. วงชาโดว์ มีเครื่องดนตรี คือ กีต้าร์โซโล่ กีตาร์คอร์ท กีตาร์เบส กลองชุด
2. วงสตริง มีเครื่องดนตรี 4 กลุ่ม คือ กีต้าร์ เบส คีบอร์ด และกลองชุด
3. วงสตริงคอมโบ มีเครื่องดนตรีเหมือนวงสรตริง และเพิ่มเครื่องเป่า 1 กลุ่ม
4. วงแตรวง มีเครื่องเป่าทองเหลือง 1 กลุ่ม และเครื่องกระทบ
5. วงโยธวาฑิต มีเครื่องเป่าทองเหลือง เครื่องเป้าลมไม้ และเครื่องกระทบ ใช้สำหรับเดินบรรเลง นำแถว หรือเป็นกองเกียรติยศ
6. วงดุริยางค์ (Orchestra) มีเครื่องสาย เครื่องเป่าทองเหลือง เครื่องเป้าลมไม้ และเครื่องกระทบ มี 4 ขนาด คือ ผู้บรรเลง 40 – 60 ขนาดเล็ก, 61 – 80 ขนาดกลาง, 81 – 100 ขนาดใหญ่ และหากมีผู้เล่นเกิน 100 คน เรียกว่า วงซิมโฟนีออร์เคสตรา (Symphony Orchestra)
7. วงแซมเบอร์มิวสิค เป็นวงขนาดเล็ก เรียกชื่อตามจำนวนผู้เล่น เช่น ผู้เล่น 2 คน เรียก Duet, 3 คน = Trio, 4 คน = Quartet, 5 คน = Quintet, 6 คน = Sextet, 7 คน = septet, 8 คน = Octave, 9 คน = Nonet วงแซมเบอร์ที่ได้รับความนิยมที่สุด คือ String Quartet เพราะมีเสียงไพเราะกลมกลืนที่สุด
ประเภทของเพลง เพลงตะวันตก มีดังนี้
1. Folk Song เป็นเพลงที่ใช้ขับร้องประจำท้องถิ่นต่าง ๆ
2. Popular Music เช่น เพลงลูกทุ่ง ลูกกรุง เพลงสากล และไทยสากลต่าง ๆ
3. Jazz เป็นเพลงเต้นรำ ของชาวนิโกร กำเนิดที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
4. Light Music เป็นเพลงที่ฟังได้อย่างสบาย ๆ ไม่ต้องใช้สมาธิในการฟังมากนัก ถูกนำมาใช้มาก เพื่อสร้างบรรยากาศในการทำงาน วงการแพทย์ใช้เพื่อการบำบัด และพัฒนาทางด้านจิตวิทยา พัฒนาการทางสมองของเด็ก และสร้างสมาธิ
5. Classical Music ประพันธ์ขึ้นโดยคีตกวีในยุคต่าง ๆ ผู้ฟังต้องใช้สมาธิในการฟังมาก เพื่อรับรู้จินตนาการ ความไพเราะ การประสานเสียง และรูปแบบของดนตรี
องค์ประกอบของดนตรีตะวันตก 1. ทำนอง (Melody) มีความต่อเนื่องของเสียงอย่างมีระบบ ให้ความรู้สึกต่อผู้ฟัง เป็นหัวใจของบทเพลง สามารถช่วยให้จดจำบทเพลงได้ง่าย
2. จังหวะ (Time or Rhythm) ได้แก่ จังหวะเคาะ ความช้า – เร็ว และลีลาของจังหวะ ซึ่งมีผลต่อการสร้างอารมณ์ของบทเพลงให้มีอารมณ์ เช่น สนุกสนาน ตื่นเต้น โศกเศร้า ฯลฯ
3. การประสานเสียง (Harmony) เป็นการใช้หลักการผสมเสียงดนตรีตามหลักวิชา เพื่อสนับสนุนแนวทำนอง สร้างความงามให้กับบทเพลง ให้มีความไพเราะยิ่งขึ้น
4. พื้นผิว (Texture) เป็นความสัมพันธ์ระหว่างทำนองกับการประสานเสียง คือ
4.1 พื้นผิวทำนองเดียวไม่ประสานเสียง (Monophonic)
4.2 พื้นผิวทำนองเดียวบรรเลงหลายแนว (Heterophonic) แบบดนตรีไทย
4.3 พื้นผิวทำนองเดียวมีการประสานเสียง (Homophonic)
4.4 พื้นผิวหลายทำนอง (Polyphonic)
5. คุณภาพของเสียง (Tone Color) เอกลักษณ์ของเครื่องเล่นดนตรีแต่ละชิ้น
6. คีตลักษณ์ (From) เป็นรูปแบบของบทเพลง
6.1 เพลงท่อนเดียว (Unity Form) มีท่อนเดียว คือ A เป็นเพลงที่ดำเนินทำนองตั้งแต่ต้น จนจบเพลง โดยไม่มีการเปลี่ยนอารมณ์ พบมากในเพลงเด็ก ๆ และเพลงสั้น ๆ
6.2 เพลงสองท่อน (Binary Form) ได้แก่ AB ท่อนแรกคือ A เป็นทำนองเพลงหลักช่วงแรก ท่อน B เป็นช่วงที่เปลี่ยนอารมณ์จากท่อนแรก
6.3 เพลงสามท่อน (Ternary Form) มี 3 ท่อนเพลง คือ A B A หรือ A A B A ท่อนแรกคือ A เป็นทำนองหลัก ท่อน B เป็นท่อนแยก มีลีลาอารมณ์แตกต่างไปจาก A เพลงประเภท 3 ท่อน จะนำเอา A มาปรากฏซ้ำ โดยมีทำนองเดิม สำหรับเพลงลูกทุ่ง ลูกกรุง ของไทย มักพบว่า ใช้ Form แบบ A A B A มากที่สุด
6.4 รอนโด (Rondo Form) เป็นเพลงที่มีสร้อยเพลง ใช้ทำนองที่แตกต่างไปจาก A มาแทรก คือ A B A C A D A ได้แก่ เพลงสามัคคีชุมชุม กราวกีฬา เป็นต้น